วันนี้ได้พักล่ะ หลังจากที่ทำงานมาอย่างหนักตลอดอาทิตย์ ก็เลยได้มีเวลาได้พักหายใจกันบ้าง แต่ว่าจะพักก็ไม่ใช่ เพราะยังขนงานกลับมาบ้านอีก ช่างเป็นคนนิสัยไม่ดีที่แบ่งเวลาทำงานไม่เป็นเอาจริงๆ แต่ว่านะ สำหรับป้าแล้ว การทำงานมันก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตล่ะนะ แล้วถ้าการทำงานนั้นมันเป็นการทำงานด้วยความเต็มใจล่ะก็ มันก็ไม่ต่างกับการหายใจหรอก เพราะมันก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตนี่นา
ทำงานไปได้สักพัก ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็เลยคว้าเอา DVD ละครที่น้อง kuruma อุตส่าห์แบ่งให้ดู หลังจากที่ทนเสียงกรี๊ดกร๊าดกับความหล่อ ดิบ และเถื่อนของหมอในละครอยู่หลายวัน ^__^ ( ไม่รู้ว่าน้องมันมีเมตตาที่ป้าไม่ได้ดูตั้งแต่ตอนแรก หรือมันสังเวชยัยป้าแก่ๆที่ดันมาอยากดูละครที่กำลังจะจบกันแน่ )
ละครเรื่องนี้เป็นละครญี่ปุ่น เรื่อง Team medical dragon เข้าฉายในเมืองไทยจนจบทั้ง 2 ภาคแล้วทางช่อง ทีไอทีวี ซึ่งตอนที่ป้าไปเปิดเจอ มันก็เป็นภาค 2 แล้วแถมใกล้จบอีกต่างหาก ก็เลยต้องตามดูทีหลังพร้อมกับอาการบ้าคลั่งหมออาซาดะและทีมแบบดีเลย์โคตรๆ ไม่ไร มาช้ายังดีกว่าไม่มา จะช้าหรือเร็ว มันไม่สำคัญ มันสำคัญที่ว่า ได้ดูแล้ว มันรู้สึกอะไรมากกว่าละครมากกว่า ไม่รู้สินะ สำหรับคนอื่นอาจจะไม่รู้สึก แต่ป้ารู้สึก และคงจะไม่เป็นไรมั้งที่จะเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้น่ะ
Team medical dragon หรืออีกชื่อที่เหมือนจะเห็นในซับว่า อิริว เป็นละครที่เกี่ยวกับวงการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์การผ่าตัดหัวใจ ภาคแรก เป็นเนื้อหาหลักของการผ่าตัดบาติสต้า ซึ่งเป็นการผ่าตัดหัวใจที่ยากและในเรื่องที่ญี่ปุ่นยังไม่มีหมอของญี่ปุ่นคนไหนทำได้ ทำให้หมอคาโต้ ซึ่งต้องการทำผลงานวิจัยเรื่องการผ่าตัดบาติสต้า ต้องตามหา อาซาดะ ริวทาโร่ หมอศัลย์ที่เก่งและประสบการณ์การทำงานสูงมาร่วมงาน ซึ่งบุคลิกของหมออาซาดะ ตอนแรกที่ดู แทบไม่เชื่อว่าแกเป็นหมอ เพราะเปิดตัวออกมา เล่นเอาต้องกดปุ่มให้เครื่องเล่นมันไปข้างหน้าเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเล่นเอาฉาก ....... นั่นแหละ มาออกซะเอิ่ม เซ็นเซอร์ลูกหลานกันแทบไม่ทัน จะบ้าตาย
หลังจากที่เจอหมออาซาดะ หมอคาโต้ก็ต้องปวดหัวกับพฤติกรรมห่ามแตกของพี่อาซาดะไม่เว้นแต่ละตอน แต่ทุกตอน ทุกสถานการณ์กลับทำให้หมออาซาดะที่แต่แรกเค้าแทบไม่เชื่อว่าจะสร้างทีมได้เพราะหมอในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเมชินนั้น ถ้าเอาตามความคิดคนดูอย่างป้านะ มันไม่ใช่โรงพยาบาลเลย มันก็แค่บริษัททางการแพทย์เท่านั้น หมออาซาดะค่อยๆรวบรวมทีมงานในการผ่าตัดบาติสต้าไปทีละคน และแต่ละคนก็มีสถานการณ์ที่ทำให้ได้เรียนรู้มากมาย และก็ทำให้คนดูอย่างป้าได้ข้อคิดอีกมากเหมือนกัน และทุกครั้งที่ได้ทีมงานมา 1 คน ตุ๊กตามังกรที่เป็นสัญลักษณ์ของทีมดรากอนก็จะมีดาวเพิ่มขึ้นที่สร้อยคอ 1 ดวง แต่ละดวง แต่ละคนที่เพิ่มขึ้นค่อยๆเติมเต็มให้กับทีมจนกระทั่งเต็ม
ตั้งแต่เริ่มละครมา ถ้าถามว่าในภาคนี้ ใครที่มีพัฒนาการมากที่สุดก็คงเป็นหมอฝึกหัดที่ชื่อ อิจูอิน จากเดิมที่เป็นแค่หมอผ่าตัดที่เป็นเหมือนลูกไล่ของหมอที่เป็นรุ่นพี่อีกคน ไม่มีความมั่นใจ และไม่กล้าที่จะทำอะไรนอกกฎเกณฑ์ และอาจจะไม่มีประตูสำหรับที่ความเป็นหมอของของตัวเองจะได้ก้าวออกมาด้วยซ้ำ ดูเหมือนอิจูอินจะเป็นคนโชคดีที่ได้มาเจอหมออาซาดะ ที่ค่อยๆสอนเค้าและสร้างประตูให้เค้าและสอนให้เค้าได้เปิดประตูเพื่อที่จะให้ความเป็นหมอที่อยู่ในตัวของอิจูอินได้ก้าวออกมาอย่างเต็มตัว จำได้ว่าสิ่งแรกที่อาซาดะสอนอิจูอินก็คือ " ไม่มีชีวิตคนไข้คนไหนที่ไม่มีค่า " และอีกมากมายที่อาซาดะค่อยๆสอน ซึ่งทำให้อิจูอินค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความคิด การตัดสินใจในฐานะของหมอที่ทำเพื่อคนไข้ ไม่ใช่หมอที่ทำเพื่อตัวเอง ทั้งการขัดขวางการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจที่บกพร่อง การช่วยดูแลซาซากิซังผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ที่ต้องทรมานกับการถูกทดลองกับยารักษามะเร็ง และซาซากิซังก็ได้ตอบแทนเค้าด้วยกำลังใจที่คิดว่าอิจูอินจะไม่มีทางลืมได้เลยทั้งชีวิต
มิกิ นางพยาบาลที่เคยติดตามหมออาซาดะไปทำงานท่ามกลางสนามรบ เป็นนางพยาบาลที่มีเซนส์ในการส่งเครื่องมือผ่าตัดสูง ทั้งเธอและอาซาดะต่างก็เหมือนจะหมดศรัทธากับอาชีพหมอไปพักหนึ่งหลังจากที่โดนหักหลังจากโรงพยาบาลเดิมและเพื่อนเก่าของอาซาดะจนทำให้ไม่สามารถทำงานที่โรงพยาบาลไหนได้ แต่ว่าสุดท้ายจะด้วยตัวเธอเองที่ยังอยากเป็นพยาบาล หรือจะด้วยความรู้สึกที่ยังอยากทำงานร่วมกับอาซาดะก็ผลักดันให้มิกิมาทำงานที่โรงพยาบาลเมชินจนได้ และเธอก็เป็นคนต้นคิดในการเพิ่มดวงดาวให้กับตุ๊กตามังกรแมสคอตของทีมดรากอนด้วย และเธอก็เป็นสมาชิกคนแรกของทีมด้วยเหมือนกัน
หมอฟูจิโยชิ อายุรแพทย์ที่ต้องต่อสู้กับระบบบริหารของโรงพยาบาลที่ต้องการให้เค้าส่งลูกสาวที่มีอาการโรคหัวใจให้ทีมของหมอคิโต้และหมออาซาดะผ่าตัด เขาวินิจฉัยแล้วว่าลูกสาวไม่ต้องผ่าตัด แต่เพราะถูกกดดันจากโรงพยาบาลและความเข้าใจผิดในตัวอาซาดะทำให้เค้าตัดสินใจลาออกและพาลูกสาวออกจากโรงพยาบาล แต่ระหว่างนั้นอาการป่วยของเค้าก็กำเริบและอาซาดะก็ช่วยไว้ได้ และเค้าก็ตัดสินใจให้อาซาดะผ่าตัดลูกสาว แต่อาซาดะก็ไม่ผ่าและวินิจฉัยโรคเหมือนกับที่เขาวินิจฉัย และนั่นก็ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมทีมดรากอนในฐานะแพทย์ที่จะช่วยดูแลคนไข้หลังการผ่าตัด
หมอคาโต้ ทั้งที่เป็นคนตั้งทีม และตอนแรกดูเหมือนว่าจะเป็นผู้หญิงที่ทะเยอทะยานเสียจนน่ารังเกียจ แต่กลับพบว่า ก่อนที่เธอจะเป็นแบบนี้ เธอเองก็ไม่ต่างจากหมอทั่วไปที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ของหมอที่ดี เป็นหมอที่สนใจคนไข้อย่างจริงจังและมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารของโรงพยาบาลให้ดีขึ้น แต่สุดท้าย เมื่อเธอก้าวเข้ามาในระบบโรงพยาบาลใหญ่ สิ่งต่างๆก็กลับหล่อหลอมและกลืนเธอไปกลับกระแสที่น่ารังเกียจนั้นโดยที่เธอไม่รู้ตัว และคนไข้รายแรกสำหรับการผ่าตัดบาติสต้าก็คือหัวหน้าพยาบาลที่ดูแลเธอ และนั้นก็ทำให้เธอดึงวิญญาณของความเป็นหมอกลับมาได้และทีมก็สมบูรณ์มากขึ้น
หมออาซาดะ เป็นผู้ชายที่เก่งและมุ่งมั่นและบางครั้งก็เหมือนเค้ากำลังไขว่คว้าหาอะไรอยู่ตลอดเวลา กับประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตกับการรักษาคนไข้ทั้งในโรงพยาบาลและสนามรบ ทำให้เขาต้องพบกับความเจ็บปวดมากมายและการถูกหักหลังจากเพื่อนจนเกือบจะเลิกเป็นหมอ และอาจจะหมดศรัทธาไปเลยก็ได้มั้ง อาซาดะคงต้องขอบคุณหมอคิโต้ที่ดึงเขากลับมาในเส้นทางของหมออีกครั้ง ถึงแม้เริ่มแรกจะเพือผลประโยชน์ของเธอก็ตาม
หมออาราเสะ วิสัญญีแพทย์ สมาชิกคนสุดท้ายของทีม อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสมาชิกที่หัวใจความเป็นหมอบอบช้ำที่สุดก็ว่าได้ เพราะวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัย (จำไม่ได้) ของเค้าที่ต้องสังเวยชีวิตคนไข้ไปมากมาย ทำให้เค้ากลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตที่เหมือนประชดและทำร้ายตัวเองและไม่เคยคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติของความเป็นหมอ และความรู้สึกผิดนั้นก็ไม่เคยจากหายไปเลย ดังนั้นแม้ว่าเขาจะเก่งแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยได้ใช้อย่างสมบูรณ์ และอีกเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ก็เพราะ ยังไม่มีหมอคนใดที่สามารถทำงานกับเค้าในลักษณะที่ตามกันทันได้ จนกระทั่งอาซาดะเข้ามา
ทีมบาติสต้า หรือ ทีมดรากอน เสร็จสมบูรณ์จนได้ และตอนนั้นเองที่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาถึง ทั้งเงื่อนปมของคนที่ทำให้อาซาดะโดนไล่ออกจากโรงพยาบาล และผู้ชายที่ทำทุกอย่างเพื่อทำลายอาซาดะและทีมดรากอนอย่าง หมอคิริชิม่า กุนจิ ที่ทำแม้กระทั่งหักหลังคนรักอย่างหมอคาโต้ ซึ่งตอนแรกก็แสนจะเกลียดไอ้หมอคนนี้เหมือนกัน แต่เมื่อได้รู้ถึงเบื้องหลังความเกลียดก็ลดลง ไอ้ความโดดเดี่ยวน่ะ มันอาจจะดีและสะดวก แต่มันไม่สบายหรอกนะ เพราะสุดท้ายคนเราก็หนีไม่พ้นความต้องการพื้นฐานของการเป็นคนไม่ได้อยู่ดี ยังไง คนเราก็ต้องการการยอมรับ ต้องการสังคมอยู่ดีนั่นแหละ
การผ่าตัดครั้งสุดท้าย เหมือนเป็นการรวบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งความสามารถและจิตวิญญาณความเป็นหมอ ทั้งในระหว่างนั้นสิ่งที่คาดไม่ถึงก็ยังเกิดขึ้นทำให้มีการผ่าตัด 2 เคสในเวลาเดียวกัน เคสหนึ่งคือเด็กน้อยที่เป็นคนไข้สำคัญ และอีกหนึ่งคือคนไข้ที่คาดไม่ถึง คิริชิม่า กุนจิ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี การผ่าตัดเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 2 เคส ช่วยชีวิตได้ทั้งสองคน และนั่นก็ทำให้ทีมดรากอนได้รับการยอมรับอย่างสมบูรณ์แบบ และเป็นการตอกย้ำปิดประตูตายให้กับความพ่ายแพ้กับ ศจ.โนกุจิ ที่พยายามจะขัดขวางและทำลายทีมนี้มาตลอดลงไปอย่างสวยงาม
จริงๆแล้ววันนี้เป็นการดูรอบที่ 2 รอบแรกยังดูไม่ละเอียดเท่าไหร่เลยจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ แต่ก็ประทับใจมาก และจากเรื่องนี้ก็ทำให้สงสัยหลายๆอย่าง เช่น ทำไมเวลาหมอจะผ่าตัด ทำไมต้องยกแขนขึ้น และเพื่อนๆหลายคนก็มาช่วยให้คำตอบ ทั้งคุรุมะและน้องชาย ท่านอาน เจ้าเจ และอีกหลายคน ที่พยายามจะอธิบายว่า ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะทางการแพทย์ถือว่า ระดับต่ำกว่าเอวมันติดเชื้อง่าย ( หรือเปล่าหว่า ) นะ เค้าอธิบายกันยืดยาว แต่ป้าก็สรุปได้แค่นี้แหละ ^^,,
แล้วก็นะ สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าละครเรื่องนี้มีคุณค่าและน่าดูมากๆก็คือ ได้เรียนรู้จากสิ่งอาซาดะพูดและทำ ( ต้องขอบคุณทีมแปลที่สามารถแปลโดยใช้คำที่ดีและเข้าใจได้ง่ายด้วย ) มีอะไรบ้างนะ
- ไม่มีคนไข้คนไหนที่ชีวิตไม่มีค่า
- การไม่ช่วยคนทั้งที่มีโอกาสช่วย มันก็คืออาชญากรรม
- คนไข้ยังพยายามต่อสู้ แล้วหมอจะไม่สู้ได้ยังไง ( ประโยคนี้ทำให้นึกถึงเรื่อง น้ำตาหนึ่งลิตร ที่แทนที่หมอจะเป็นคนให้กำลังใจอายะจัง แต่กลับเป็นว่าหมอได้รับกำลังใจจากอายะจังเสียเอง )
- และอื่นๆอีกมากมาย ที่ไม่ต้องออกมาเป็นประโยค แต่จากสถานการณ์และเนื้อเรื่องก็ทำให้เราได้คิด และมีหลายอย่างที่รู้สึกขึ้นมาด้วยตัวเองหลังจากดูละครจบ ไม่รู้หรอกนะว่า คนอื่นๆจะรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า แต่สำหรับตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาเอง
ว่าแต่ว่านะ ก็มีบางเรื่องที่คิดขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าจะมีคนที่ได้ดูเรื่องนี้จะรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า ก็คือ
- ชีวิต 1 ชีวิตไม่ว่าจะเป็นใคร เจ็บไข้ได้ป่วยระดับไหน ต่างก็มีค่า และไม่มีใครที่จะมีสิทธิ์ตัดสินได้ว่า คนๆนั้นสมควรตายแบบไหน คนที่จะเลือกได้ คือคนๆนั้น คนที่เป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของลมหายใจ เค้าจะเลือกเองว่าเค้าจะสู้แบบไหน และจะตายแบบไหน อย่างที่คุณซาซากิตัดสินใจไง
- สำหรับคนไข้ หมอน่ะคือพระเจ้า คือคนที่จะให้ชีวิตใหม่กับเค้า แต่สำหรับหมอล่ะ คนไข้คืออะไร มีความหมายยังไง เป็นคนที่หมอจะต้องช่วยเหลืออย่างถึงที่สุด หรือเป็นแค่เครื่องมือที่ทำให้หมอพัฒนาและมีชื่อเสียง เป็นแค่วัตถุดิบทางอาชีพหรือเป็นคนสำคัญที่จะต้องทุ่มเทความสามารถเพื่อรักษา
- ความเป็นหมอ อยู่ตรงไหน ตรงที่เรียนจบมาแล้วทำอาชีพหมอ คนก็เรียกคุณหมอๆ เรียกกันตามตำแหน่ง หรืออยู่ที่การกระทำของหมอ ในการทำหน้าที่ด้วยหัวใจของความเป็นหมอ แล้วหมอจะรู้สึกยังไงนะ เวลาที่คนไข้หรือญาติของคนไข้ของตัวเองกล่าวขอบคุณด้วยน้ำตา แล้วบอกว่า คุณคือหมอจริงๆ
- สุดท้าย ไม่ใช่ทุกคนในโลกใบนี้ที่จะได้เป็นหมอ แต่ทุกคนที่มีชีวิตในโลกใบนี้ สักวันจะต้องเป็นคนไข้ ไม่ว่าจะวันใดก็วันหนึ่ง เพราะฉะนั้น คนที่เป็นหมอหรือพยาบาลน่าจะภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่นี้ ความเป็นและความตายของคนไข้ ขึ้นอยู่กับหมอ หลายครั้งที่คุยกับเพื่อน หลายคนบอกว่าบางครั้งเวลาไปโรงพยาบาล หมอและพยาบาลบางคนมีปฏิกิริยากับคนไข้เหมือน ชินชา กับอาการเหล่านั้น ใช่ เมื่อคนเราสัมผัสอะไรนานๆ มันจะกลายเป็นความชินชา แต่ขอภาวนาว่า อย่าได้ถึงขั้นเฉยเมย หรือเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดนั้น มันอาจเป็นเรื่องธรรมดาของขั้นตอนของโรค แต่อย่าลืมว่า ไม่มีอาการป่วยใดที่เป็นความธรรมดาของคนไข้
สำหรับหมอและพยาบาลรวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์แล้ว การใช้ชีวิตการทำงานในโรงพยาบาล การสัมผัสกับผู้ป่วยมากมาย การเจ็บและการตาย คงไม่ใช่ทำให้เกิดความชินชาหรอก เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ความรู้สึกในการรักษาอาจจะลดลงได้ในความรู้สึกของตัวเองนะ ก็เหมือนกับเราที่ทำงานประจำอยู่แล้วพบปัญหาต่างๆและชินชากับมัน บางครั้งการแก้ปัญหาที่เหมือนจะรู้ทางดี กลับกลายเป็นความประมาทได้ในแค่เสี้ยววินาที สำหรับตัวเองแล้ว ปัญหาต่างๆที่พบ มันไม่ได้ทำให้เรา ชินชา หรอกนะ แต่มัน ทำให้เกิดการ ตระหนัก ต่างหาก ทำให้เราตื่นตัวตลอดเวลาและนั่นจะทำให้เราทุ่มเทกำลังและความสามารถทุกครั้งในการทำงานทุกครั้งไป และหวังว่าทั้งหมอ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนก็จะรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะชีวิต มีแค่หนึ่งเดียว ถ้าหาพลาดไปก็คือการพรากคนๆไปจากครอบครัวและคนที่รักเค้าไปตลอดกาลเลย
ขอคุยเรื่องตัวละครหน่อยเหอะ
ยอมรับว่านอกจากเนื้อหาละครที่น่าติดตามแล้ว ตัวละครก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกร่วมอย่างเต็มที่นะ รู้สึกว่าเค้าคัดนักแสดงมาดีมาก และน่าจะมีการฝึกทักษะของหมอพยาบาลมาด้วย น่านับถือมาก การแสดงสีหน้า และแววตาซึ่งสำคัญมากในฉากผ่าตัด แววตาแต่ละคนจะบ่งบอกอารมณ์ตัวละครได้อย่างดี ดูแรกๆเหมือนจะรู้สึกว่า หน้าตาไม่เข้าท่าเป็นบางคน แต่เมื่อผ่านไปกลับรู้สึกว่าพวกเค้าเป็นหมอและพยาบาลอย่างไม่รู้ตัว นี่ละมั้งเสน่ห์ละครญี่ปุ่น ทำให้เรารู้สึกร่วมโดยไม่ยาก นักแสดงสามารถเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์ อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของตัวเองละนะ
อีกอย่างคือเพลง เพลงประกอบละครที่ชื่อ Aesthetic เสียงร้องและทำนองทำให้รู้สึกสงบมาก แม้จะไม่เข้าใจความหมายก็เถอะ ยิ่งถ้าใช้ตอนในช่วงของการผ่าตัด ยิ่งให้ความรู้สึกว่ามันคือเสียงสวดภาวนา ร้องขอและต่อสู้ที่จะมีชีวิตเลย ฟังแล้วมันรู้สึกว่า หัวใจมันเต็มเปี่ยมด้วยกำลังและความพยายามจริงๆ ( ตอนนี้ก็ฟังอยู่ ) ฟังแล้วมันรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรให้ถึงที่สุด เหมือนกับคนไข้ที่สู้กับโรคร้ายอย่างถึงที่สุด รวมทั้งหมอที่ต้องพยายามด้วยเหมือนกัน และที่สำคัญ คำว่า ทีม เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะทำอะไร คนเก่งเพียงคนเดียวไม่อาจจะทำอะไรได้เสร็จสมบูรณ์ได้ แต่ ทีม ทำได้
ขอบคุณทีมงานละครที่สร้างละครเรื่องนี้มา แม้บางคนจะบอกว่ามันไม่สมจริงเหมือนซีรีย์ฝรั่ง ยอมรับว่าบางส่วนอาจไม่เท่า แต่สำหรับตัวเองที่ดูละครและภาพยนต์มาเยอะพอควรนั้น อยากจะบอกว่า บางครั้งหนังฝรั่งที่เต็มไปด้วยเทคนิคความสมจริงนั้น บางครั้งเค้าลืมใส่จิตวิญญาณบางอย่างลงซึ่งอธิบายไม่ได้แต่รู้สึกได้ แต่ในภาพยนต์หรือละครของเอเชียมักจะใส่ไปด้วยเสมอๆ เอาง่ายๆ เคยดู อิลมาเร ของเกาหลีหรือเปล่า ที่โดนเอาไปทำเป็นหนังฝรั่งเรื่องอะไรจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเอามาดูแล้ว ความรู้สึกต่างกันมาก ดูดี มีหลักการ แต่ขาดวิญญาณชอบกลทำให้ไม่ชอบเอามากๆไปเลย
อ้อ ขอบคุณ kuruma ที่แบ่งละครดีๆให้ดู ^___^ ขอบคุณเพื่อนๆน้องๆที่พยายามจะอธิบายเรื่องการแพทย์ให้ แต่สุดท้ายความรู้มากมายก็เข้าใจแค่หางอึ่ง ว่าแล้วก็ไปดูภาค 2 ต่อดีกว่า ใครที่ยังไม่ได้ดูก็ไปหาดูซะนะ ละครดีๆน่ะ หายากนะจะบอกให้ แต่ว่า ตอนแรกน่ะ ระวังลูกหลานไว้หน่อยก็ดี ฉาก... มัน ... แหะๆ