2009/Jun/14


 
           " อายุเท่าไหร่เหรอ "
           " อายุเท่าไหร่เนี่ย "

           เคยหรือเปล่าที่โดนถามแบบนี้   เจอบ่อยนะ  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด  คนถามจะอยากรู้แค่ไหนก็ตาม  แต่ทุกครั้งไม่เคยเลยนะที่จะโกหกหรือเลี่ยงที่จะบอก  หลายคนก็ถามว่าไม่รู้สึกแปลกเหรอ  หรือ บางคนก็อาย   ยิ่งคนไหนที่บอกว่าอายว่าตัวเองอายุเท่าไหร่นี่   อันนี้รู้สึกแปลกมากนะ  แล้วก็สงสัยด้วยว่า  ทำไม 

           ทำไมต้องอายว่า  ตัวเองอายุเท่าไหร่

           ทำไมต้องอายว่า  คุณเกิดมามีชีวิตได้กี่ปีแล้ว  ทำไมต้องอายว่าคุณได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตทั้งดีและร้ายมาได้แล้วกี่ปี   ทำไมต้องอายว่าคุณสามารถต่อสู้กับความยากลำบากต่างๆจนมีลมหายใจและมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้  

           ไม่ภูมิใจหรือไง  ที่คุณยังมีชีวิตอยู่  คุณยังต่อสู้และมีชีวิตกับโลกที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  แต่มันเต็มไปด้วยความท้าทาย  ทุกวันๆ  และคุณก็ผ่านมันมาได้   และทุกๆวัน  คุณก็จะได้พบผู้คุณ  จะมีเพื่อน  จะมีครอบครัว 

           เอาเหอะ  ใครไม่ภูมิใจ   ป้าภูมิใจคนเดียวก็ได้  และถ้าวันนี้ใครมาถามว่า  ป้าอายุเท่าไหร่  ป้าก็จะตอบไปด้วยความภูมิใจว่า    เดือนกรกฎาปีนี้  ก็จะ  31   แล้วล่ะ 

          ฮ่าๆๆๆ   แหม  ตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย  ตั้งแต่เกิดมายัไงไม่เค้ย ไม่เคยจะ  31 เลย  กร๊ากกก

2009/Mar/15

 

            วันนี้ได้พักล่ะ  หลังจากที่ทำงานมาอย่างหนักตลอดอาทิตย์  ก็เลยได้มีเวลาได้พักหายใจกันบ้าง  แต่ว่าจะพักก็ไม่ใช่  เพราะยังขนงานกลับมาบ้านอีก  ช่างเป็นคนนิสัยไม่ดีที่แบ่งเวลาทำงานไม่เป็นเอาจริงๆ   แต่ว่านะ  สำหรับป้าแล้ว  การทำงานมันก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตล่ะนะ  แล้วถ้าการทำงานนั้นมันเป็นการทำงานด้วยความเต็มใจล่ะก็  มันก็ไม่ต่างกับการหายใจหรอก   เพราะมันก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตนี่นา

             ทำงานไปได้สักพัก  ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็เลยคว้าเอา  DVD  ละครที่น้อง  kuruma  อุตส่าห์แบ่งให้ดู   หลังจากที่ทนเสียงกรี๊ดกร๊าดกับความหล่อ  ดิบ  และเถื่อนของหมอในละครอยู่หลายวัน  ^__^  ( ไม่รู้ว่าน้องมันมีเมตตาที่ป้าไม่ได้ดูตั้งแต่ตอนแรก  หรือมันสังเวชยัยป้าแก่ๆที่ดันมาอยากดูละครที่กำลังจะจบกันแน่ )

             ละครเรื่องนี้เป็นละครญี่ปุ่น  เรื่อง   Team medical dragon  เข้าฉายในเมืองไทยจนจบทั้ง 2 ภาคแล้วทางช่อง ทีไอทีวี   ซึ่งตอนที่ป้าไปเปิดเจอ  มันก็เป็นภาค 2 แล้วแถมใกล้จบอีกต่างหาก   ก็เลยต้องตามดูทีหลังพร้อมกับอาการบ้าคลั่งหมออาซาดะและทีมแบบดีเลย์โคตรๆ   ไม่ไร   มาช้ายังดีกว่าไม่มา  จะช้าหรือเร็ว  มันไม่สำคัญ  มันสำคัญที่ว่า  ได้ดูแล้ว  มันรู้สึกอะไรมากกว่าละครมากกว่า  ไม่รู้สินะ  สำหรับคนอื่นอาจจะไม่รู้สึก  แต่ป้ารู้สึก  และคงจะไม่เป็นไรมั้งที่จะเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้น่ะ

 

             Team medical dragon  หรืออีกชื่อที่เหมือนจะเห็นในซับว่า  อิริว  เป็นละครที่เกี่ยวกับวงการแพทย์  โดยเฉพาะแพทย์การผ่าตัดหัวใจ   ภาคแรก  เป็นเนื้อหาหลักของการผ่าตัดบาติสต้า   ซึ่งเป็นการผ่าตัดหัวใจที่ยากและในเรื่องที่ญี่ปุ่นยังไม่มีหมอของญี่ปุ่นคนไหนทำได้   ทำให้หมอคาโต้  ซึ่งต้องการทำผลงานวิจัยเรื่องการผ่าตัดบาติสต้า  ต้องตามหา  อาซาดะ  ริวทาโร่  หมอศัลย์ที่เก่งและประสบการณ์การทำงานสูงมาร่วมงาน  ซึ่งบุคลิกของหมออาซาดะ  ตอนแรกที่ดู  แทบไม่เชื่อว่าแกเป็นหมอ  เพราะเปิดตัวออกมา  เล่นเอาต้องกดปุ่มให้เครื่องเล่นมันไปข้างหน้าเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเล่นเอาฉาก   .......  นั่นแหละ    มาออกซะเอิ่ม   เซ็นเซอร์ลูกหลานกันแทบไม่ทัน   จะบ้าตาย

             หลังจากที่เจอหมออาซาดะ  หมอคาโต้ก็ต้องปวดหัวกับพฤติกรรมห่ามแตกของพี่อาซาดะไม่เว้นแต่ละตอน   แต่ทุกตอน  ทุกสถานการณ์กลับทำให้หมออาซาดะที่แต่แรกเค้าแทบไม่เชื่อว่าจะสร้างทีมได้เพราะหมอในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเมชินนั้น   ถ้าเอาตามความคิดคนดูอย่างป้านะ  มันไม่ใช่โรงพยาบาลเลย  มันก็แค่บริษัททางการแพทย์เท่านั้น    หมออาซาดะค่อยๆรวบรวมทีมงานในการผ่าตัดบาติสต้าไปทีละคน   และแต่ละคนก็มีสถานการณ์ที่ทำให้ได้เรียนรู้มากมาย  และก็ทำให้คนดูอย่างป้าได้ข้อคิดอีกมากเหมือนกัน   และทุกครั้งที่ได้ทีมงานมา 1 คน  ตุ๊กตามังกรที่เป็นสัญลักษณ์ของทีมดรากอนก็จะมีดาวเพิ่มขึ้นที่สร้อยคอ 1 ดวง   แต่ละดวง  แต่ละคนที่เพิ่มขึ้นค่อยๆเติมเต็มให้กับทีมจนกระทั่งเต็ม


             ตั้งแต่เริ่มละครมา  ถ้าถามว่าในภาคนี้ ใครที่มีพัฒนาการมากที่สุดก็คงเป็นหมอฝึกหัดที่ชื่อ   อิจูอิน   จากเดิมที่เป็นแค่หมอผ่าตัดที่เป็นเหมือนลูกไล่ของหมอที่เป็นรุ่นพี่อีกคน   ไม่มีความมั่นใจ  และไม่กล้าที่จะทำอะไรนอกกฎเกณฑ์  และอาจจะไม่มีประตูสำหรับที่ความเป็นหมอของของตัวเองจะได้ก้าวออกมาด้วยซ้ำ  ดูเหมือนอิจูอินจะเป็นคนโชคดีที่ได้มาเจอหมออาซาดะ  ที่ค่อยๆสอนเค้าและสร้างประตูให้เค้าและสอนให้เค้าได้เปิดประตูเพื่อที่จะให้ความเป็นหมอที่อยู่ในตัวของอิจูอินได้ก้าวออกมาอย่างเต็มตัว  จำได้ว่าสิ่งแรกที่อาซาดะสอนอิจูอินก็คือ   " ไม่มีชีวิตคนไข้คนไหนที่ไม่มีค่า "  และอีกมากมายที่อาซาดะค่อยๆสอน  ซึ่งทำให้อิจูอินค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ทั้งความคิด  การตัดสินใจในฐานะของหมอที่ทำเพื่อคนไข้  ไม่ใช่หมอที่ทำเพื่อตัวเอง  ทั้งการขัดขวางการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจที่บกพร่อง   การช่วยดูแลซาซากิซังผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ที่ต้องทรมานกับการถูกทดลองกับยารักษามะเร็ง  และซาซากิซังก็ได้ตอบแทนเค้าด้วยกำลังใจที่คิดว่าอิจูอินจะไม่มีทางลืมได้เลยทั้งชีวิต


             มิกิ  นางพยาบาลที่เคยติดตามหมออาซาดะไปทำงานท่ามกลางสนามรบ  เป็นนางพยาบาลที่มีเซนส์ในการส่งเครื่องมือผ่าตัดสูง   ทั้งเธอและอาซาดะต่างก็เหมือนจะหมดศรัทธากับอาชีพหมอไปพักหนึ่งหลังจากที่โดนหักหลังจากโรงพยาบาลเดิมและเพื่อนเก่าของอาซาดะจนทำให้ไม่สามารถทำงานที่โรงพยาบาลไหนได้   แต่ว่าสุดท้ายจะด้วยตัวเธอเองที่ยังอยากเป็นพยาบาล  หรือจะด้วยความรู้สึกที่ยังอยากทำงานร่วมกับอาซาดะก็ผลักดันให้มิกิมาทำงานที่โรงพยาบาลเมชินจนได้  และเธอก็เป็นคนต้นคิดในการเพิ่มดวงดาวให้กับตุ๊กตามังกรแมสคอตของทีมดรากอนด้วย  และเธอก็เป็นสมาชิกคนแรกของทีมด้วยเหมือนกัน


             หมอฟูจิโยชิ   อายุรแพทย์ที่ต้องต่อสู้กับระบบบริหารของโรงพยาบาลที่ต้องการให้เค้าส่งลูกสาวที่มีอาการโรคหัวใจให้ทีมของหมอคิโต้และหมออาซาดะผ่าตัด   เขาวินิจฉัยแล้วว่าลูกสาวไม่ต้องผ่าตัด  แต่เพราะถูกกดดันจากโรงพยาบาลและความเข้าใจผิดในตัวอาซาดะทำให้เค้าตัดสินใจลาออกและพาลูกสาวออกจากโรงพยาบาล  แต่ระหว่างนั้นอาการป่วยของเค้าก็กำเริบและอาซาดะก็ช่วยไว้ได้   และเค้าก็ตัดสินใจให้อาซาดะผ่าตัดลูกสาว  แต่อาซาดะก็ไม่ผ่าและวินิจฉัยโรคเหมือนกับที่เขาวินิจฉัย  และนั่นก็ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมทีมดรากอนในฐานะแพทย์ที่จะช่วยดูแลคนไข้หลังการผ่าตัด


             หมอคาโต้   ทั้งที่เป็นคนตั้งทีม  และตอนแรกดูเหมือนว่าจะเป็นผู้หญิงที่ทะเยอทะยานเสียจนน่ารังเกียจ   แต่กลับพบว่า  ก่อนที่เธอจะเป็นแบบนี้   เธอเองก็ไม่ต่างจากหมอทั่วไปที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ของหมอที่ดี   เป็นหมอที่สนใจคนไข้อย่างจริงจังและมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารของโรงพยาบาลให้ดีขึ้น   แต่สุดท้าย  เมื่อเธอก้าวเข้ามาในระบบโรงพยาบาลใหญ่  สิ่งต่างๆก็กลับหล่อหลอมและกลืนเธอไปกลับกระแสที่น่ารังเกียจนั้นโดยที่เธอไม่รู้ตัว  และคนไข้รายแรกสำหรับการผ่าตัดบาติสต้าก็คือหัวหน้าพยาบาลที่ดูแลเธอ  และนั้นก็ทำให้เธอดึงวิญญาณของความเป็นหมอกลับมาได้และทีมก็สมบูรณ์มากขึ้น


             หมออาซาดะ   เป็นผู้ชายที่เก่งและมุ่งมั่นและบางครั้งก็เหมือนเค้ากำลังไขว่คว้าหาอะไรอยู่ตลอดเวลา  กับประสบการณ์การทำงาน  และการใช้ชีวิตกับการรักษาคนไข้ทั้งในโรงพยาบาลและสนามรบ  ทำให้เขาต้องพบกับความเจ็บปวดมากมายและการถูกหักหลังจากเพื่อนจนเกือบจะเลิกเป็นหมอ  และอาจจะหมดศรัทธาไปเลยก็ได้มั้ง   อาซาดะคงต้องขอบคุณหมอคิโต้ที่ดึงเขากลับมาในเส้นทางของหมออีกครั้ง  ถึงแม้เริ่มแรกจะเพือผลประโยชน์ของเธอก็ตาม


             หมออาราเสะ   วิสัญญีแพทย์  สมาชิกคนสุดท้ายของทีม   อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสมาชิกที่หัวใจความเป็นหมอบอบช้ำที่สุดก็ว่าได้   เพราะวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัย (จำไม่ได้) ของเค้าที่ต้องสังเวยชีวิตคนไข้ไปมากมาย  ทำให้เค้ากลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตที่เหมือนประชดและทำร้ายตัวเองและไม่เคยคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติของความเป็นหมอ  และความรู้สึกผิดนั้นก็ไม่เคยจากหายไปเลย   ดังนั้นแม้ว่าเขาจะเก่งแค่ไหน   แต่ก็ไม่เคยได้ใช้อย่างสมบูรณ์  และอีกเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ก็เพราะ  ยังไม่มีหมอคนใดที่สามารถทำงานกับเค้าในลักษณะที่ตามกันทันได้  จนกระทั่งอาซาดะเข้ามา

             ทีมบาติสต้า  หรือ ทีมดรากอน  เสร็จสมบูรณ์จนได้  และตอนนั้นเองที่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาถึง  ทั้งเงื่อนปมของคนที่ทำให้อาซาดะโดนไล่ออกจากโรงพยาบาล  และผู้ชายที่ทำทุกอย่างเพื่อทำลายอาซาดะและทีมดรากอนอย่าง  หมอคิริชิม่า  กุนจิ  ที่ทำแม้กระทั่งหักหลังคนรักอย่างหมอคาโต้  ซึ่งตอนแรกก็แสนจะเกลียดไอ้หมอคนนี้เหมือนกัน  แต่เมื่อได้รู้ถึงเบื้องหลังความเกลียดก็ลดลง   ไอ้ความโดดเดี่ยวน่ะ   มันอาจจะดีและสะดวก   แต่มันไม่สบายหรอกนะ  เพราะสุดท้ายคนเราก็หนีไม่พ้นความต้องการพื้นฐานของการเป็นคนไม่ได้อยู่ดี   ยังไง  คนเราก็ต้องการการยอมรับ  ต้องการสังคมอยู่ดีนั่นแหละ

             การผ่าตัดครั้งสุดท้าย  เหมือนเป็นการรวบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน  ทั้งความสามารถและจิตวิญญาณความเป็นหมอ   ทั้งในระหว่างนั้นสิ่งที่คาดไม่ถึงก็ยังเกิดขึ้นทำให้มีการผ่าตัด 2 เคสในเวลาเดียวกัน  เคสหนึ่งคือเด็กน้อยที่เป็นคนไข้สำคัญ   และอีกหนึ่งคือคนไข้ที่คาดไม่ถึง  คิริชิม่า  กุนจิ  แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี  การผ่าตัดเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 2 เคส  ช่วยชีวิตได้ทั้งสองคน  และนั่นก็ทำให้ทีมดรากอนได้รับการยอมรับอย่างสมบูรณ์แบบ   และเป็นการตอกย้ำปิดประตูตายให้กับความพ่ายแพ้กับ ศจ.โนกุจิ  ที่พยายามจะขัดขวางและทำลายทีมนี้มาตลอดลงไปอย่างสวยงาม  

             จริงๆแล้ววันนี้เป็นการดูรอบที่ 2 รอบแรกยังดูไม่ละเอียดเท่าไหร่เลยจำรายละเอียดไม่ค่อยได้  แต่ก็ประทับใจมาก   และจากเรื่องนี้ก็ทำให้สงสัยหลายๆอย่าง  เช่น  ทำไมเวลาหมอจะผ่าตัด  ทำไมต้องยกแขนขึ้น   และเพื่อนๆหลายคนก็มาช่วยให้คำตอบ  ทั้งคุรุมะและน้องชาย   ท่านอาน  เจ้าเจ  และอีกหลายคน  ที่พยายามจะอธิบายว่า   ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะทางการแพทย์ถือว่า  ระดับต่ำกว่าเอวมันติดเชื้อง่าย ( หรือเปล่าหว่า )  นะ  เค้าอธิบายกันยืดยาว  แต่ป้าก็สรุปได้แค่นี้แหละ  ^^,,


             แล้วก็นะ  สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าละครเรื่องนี้มีคุณค่าและน่าดูมากๆก็คือ   ได้เรียนรู้จากสิ่งอาซาดะพูดและทำ  ( ต้องขอบคุณทีมแปลที่สามารถแปลโดยใช้คำที่ดีและเข้าใจได้ง่ายด้วย )   มีอะไรบ้างนะ


             -   ไม่มีคนไข้คนไหนที่ชีวิตไม่มีค่า
             -  การไม่ช่วยคนทั้งที่มีโอกาสช่วย  มันก็คืออาชญากรรม
             -   คนไข้ยังพยายามต่อสู้  แล้วหมอจะไม่สู้ได้ยังไง  ( ประโยคนี้ทำให้นึกถึงเรื่อง  น้ำตาหนึ่งลิตร  ที่แทนที่หมอจะเป็นคนให้กำลังใจอายะจัง  แต่กลับเป็นว่าหมอได้รับกำลังใจจากอายะจังเสียเอง )
             -   และอื่นๆอีกมากมาย  ที่ไม่ต้องออกมาเป็นประโยค  แต่จากสถานการณ์และเนื้อเรื่องก็ทำให้เราได้คิด  และมีหลายอย่างที่รู้สึกขึ้นมาด้วยตัวเองหลังจากดูละครจบ  ไม่รู้หรอกนะว่า  คนอื่นๆจะรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า  แต่สำหรับตัวเอง  สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาเอง

 

            ว่าแต่ว่านะ   ก็มีบางเรื่องที่คิดขึ้นมาได้  ไม่รู้ว่าจะมีคนที่ได้ดูเรื่องนี้จะรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า  ก็คือ

             -  ชีวิต 1 ชีวิตไม่ว่าจะเป็นใคร  เจ็บไข้ได้ป่วยระดับไหน  ต่างก็มีค่า  และไม่มีใครที่จะมีสิทธิ์ตัดสินได้ว่า  คนๆนั้นสมควรตายแบบไหน  คนที่จะเลือกได้  คือคนๆนั้น  คนที่เป็นเจ้าของชีวิต  เจ้าของลมหายใจ  เค้าจะเลือกเองว่าเค้าจะสู้แบบไหน  และจะตายแบบไหน  อย่างที่คุณซาซากิตัดสินใจไง  

             -  สำหรับคนไข้  หมอน่ะคือพระเจ้า  คือคนที่จะให้ชีวิตใหม่กับเค้า  แต่สำหรับหมอล่ะ  คนไข้คืออะไร  มีความหมายยังไง   เป็นคนที่หมอจะต้องช่วยเหลืออย่างถึงที่สุด  หรือเป็นแค่เครื่องมือที่ทำให้หมอพัฒนาและมีชื่อเสียง  เป็นแค่วัตถุดิบทางอาชีพหรือเป็นคนสำคัญที่จะต้องทุ่มเทความสามารถเพื่อรักษา

             -  ความเป็นหมอ    อยู่ตรงไหน   ตรงที่เรียนจบมาแล้วทำอาชีพหมอ   คนก็เรียกคุณหมอๆ  เรียกกันตามตำแหน่ง   หรืออยู่ที่การกระทำของหมอ  ในการทำหน้าที่ด้วยหัวใจของความเป็นหมอ   แล้วหมอจะรู้สึกยังไงนะ  เวลาที่คนไข้หรือญาติของคนไข้ของตัวเองกล่าวขอบคุณด้วยน้ำตา   แล้วบอกว่า    คุณคือหมอจริงๆ

             -  สุดท้าย   ไม่ใช่ทุกคนในโลกใบนี้ที่จะได้เป็นหมอ  แต่ทุกคนที่มีชีวิตในโลกใบนี้  สักวันจะต้องเป็นคนไข้ ไม่ว่าจะวันใดก็วันหนึ่ง เพราะฉะนั้น  คนที่เป็นหมอหรือพยาบาลน่าจะภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่นี้  ความเป็นและความตายของคนไข้  ขึ้นอยู่กับหมอ   หลายครั้งที่คุยกับเพื่อน   หลายคนบอกว่าบางครั้งเวลาไปโรงพยาบาล   หมอและพยาบาลบางคนมีปฏิกิริยากับคนไข้เหมือน  ชินชา  กับอาการเหล่านั้น   ใช่  เมื่อคนเราสัมผัสอะไรนานๆ   มันจะกลายเป็นความชินชา   แต่ขอภาวนาว่า  อย่าได้ถึงขั้นเฉยเมย  หรือเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดนั้น   มันอาจเป็นเรื่องธรรมดาของขั้นตอนของโรค   แต่อย่าลืมว่า  ไม่มีอาการป่วยใดที่เป็นความธรรมดาของคนไข้

             สำหรับหมอและพยาบาลรวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์แล้ว การใช้ชีวิตการทำงานในโรงพยาบาล  การสัมผัสกับผู้ป่วยมากมาย  การเจ็บและการตาย  คงไม่ใช่ทำให้เกิดความชินชาหรอก   เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น  ความรู้สึกในการรักษาอาจจะลดลงได้ในความรู้สึกของตัวเองนะ  ก็เหมือนกับเราที่ทำงานประจำอยู่แล้วพบปัญหาต่างๆและชินชากับมัน  บางครั้งการแก้ปัญหาที่เหมือนจะรู้ทางดี กลับกลายเป็นความประมาทได้ในแค่เสี้ยววินาที   สำหรับตัวเองแล้ว  ปัญหาต่างๆที่พบ  มันไม่ได้ทำให้เรา  ชินชา  หรอกนะ   แต่มัน  ทำให้เกิดการ  ตระหนัก  ต่างหาก  ทำให้เราตื่นตัวตลอดเวลาและนั่นจะทำให้เราทุ่มเทกำลังและความสามารถทุกครั้งในการทำงานทุกครั้งไป  และหวังว่าทั้งหมอ  พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนก็จะรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน  เพราะชีวิต  มีแค่หนึ่งเดียว  ถ้าหาพลาดไปก็คือการพรากคนๆไปจากครอบครัวและคนที่รักเค้าไปตลอดกาลเลย

 

ขอคุยเรื่องตัวละครหน่อยเหอะ

             ยอมรับว่านอกจากเนื้อหาละครที่น่าติดตามแล้ว   ตัวละครก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกร่วมอย่างเต็มที่นะ   รู้สึกว่าเค้าคัดนักแสดงมาดีมาก   และน่าจะมีการฝึกทักษะของหมอพยาบาลมาด้วย  น่านับถือมาก  การแสดงสีหน้า  และแววตาซึ่งสำคัญมากในฉากผ่าตัด   แววตาแต่ละคนจะบ่งบอกอารมณ์ตัวละครได้อย่างดี   ดูแรกๆเหมือนจะรู้สึกว่า   หน้าตาไม่เข้าท่าเป็นบางคน   แต่เมื่อผ่านไปกลับรู้สึกว่าพวกเค้าเป็นหมอและพยาบาลอย่างไม่รู้ตัว   นี่ละมั้งเสน่ห์ละครญี่ปุ่น  ทำให้เรารู้สึกร่วมโดยไม่ยาก  นักแสดงสามารถเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์  อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของตัวเองละนะ   


             อีกอย่างคือเพลง   เพลงประกอบละครที่ชื่อ  Aesthetic  เสียงร้องและทำนองทำให้รู้สึกสงบมาก  แม้จะไม่เข้าใจความหมายก็เถอะ   ยิ่งถ้าใช้ตอนในช่วงของการผ่าตัด   ยิ่งให้ความรู้สึกว่ามันคือเสียงสวดภาวนา  ร้องขอและต่อสู้ที่จะมีชีวิตเลย  ฟังแล้วมันรู้สึกว่า  หัวใจมันเต็มเปี่ยมด้วยกำลังและความพยายามจริงๆ  ( ตอนนี้ก็ฟังอยู่ )  ฟังแล้วมันรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรให้ถึงที่สุด  เหมือนกับคนไข้ที่สู้กับโรคร้ายอย่างถึงที่สุด  รวมทั้งหมอที่ต้องพยายามด้วยเหมือนกัน   และที่สำคัญ   คำว่า   ทีม   เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะทำอะไร   คนเก่งเพียงคนเดียวไม่อาจจะทำอะไรได้เสร็จสมบูรณ์ได้  แต่  ทีม  ทำได้

             ขอบคุณทีมงานละครที่สร้างละครเรื่องนี้มา  แม้บางคนจะบอกว่ามันไม่สมจริงเหมือนซีรีย์ฝรั่ง  ยอมรับว่าบางส่วนอาจไม่เท่า  แต่สำหรับตัวเองที่ดูละครและภาพยนต์มาเยอะพอควรนั้น   อยากจะบอกว่า  บางครั้งหนังฝรั่งที่เต็มไปด้วยเทคนิคความสมจริงนั้น  บางครั้งเค้าลืมใส่จิตวิญญาณบางอย่างลงซึ่งอธิบายไม่ได้แต่รู้สึกได้    แต่ในภาพยนต์หรือละครของเอเชียมักจะใส่ไปด้วยเสมอๆ   เอาง่ายๆ   เคยดู  อิลมาเร   ของเกาหลีหรือเปล่า   ที่โดนเอาไปทำเป็นหนังฝรั่งเรื่องอะไรจำไม่ได้   รู้แต่ว่าเอามาดูแล้ว  ความรู้สึกต่างกันมาก  ดูดี  มีหลักการ  แต่ขาดวิญญาณชอบกลทำให้ไม่ชอบเอามากๆไปเลย

             อ้อ  ขอบคุณ kuruma ที่แบ่งละครดีๆให้ดู  ^___^   ขอบคุณเพื่อนๆน้องๆที่พยายามจะอธิบายเรื่องการแพทย์ให้  แต่สุดท้ายความรู้มากมายก็เข้าใจแค่หางอึ่ง    ว่าแล้วก็ไปดูภาค 2 ต่อดีกว่า   ใครที่ยังไม่ได้ดูก็ไปหาดูซะนะ   ละครดีๆน่ะ  หายากนะจะบอกให้  แต่ว่า  ตอนแรกน่ะ  ระวังลูกหลานไว้หน่อยก็ดี  ฉาก... มัน ...   แหะๆ

 

2009/Mar/12

ช่วงนี้ทำงานหนักมากจนแทบไม่สนอะไร   จนเผลอไปเปิดเวบปิงบุ๊คดู  แล้วก็เจอเพลงกับ  MV  ตัวใหม่ของเด็กๆดงบัง   พอเปิดดูแก้เครียดเท่านั้นแหละ

 

...

...

 

โทษเหอะ   นั่งยิ้มได้เลยจริงๆ   เพลงเพราะดีฟังแล้วรู้สึกสบาย   ตัว  mv   เรียบง่ายแต่ทำให้รู้สึกดี   ยิ่งเห็นเด็กๆยิ้ม  ก็อยากยิ้มด้วย  รู้ตัวอีกที  นั่งยิ้มแบบไม่รู้ตัว  ฟังเพลงไป  ดู  mv  ไป  พอเพลงจบเหมือนได้เติมพลังทำงานต่อได้เลยล่ะ   ^___^

 

ป.ล.  คิดถึงทุกคนนะ